ʕ•ᴥ•ʔ ♡ ล่าแสงเหนือ Norway : Day 0-1 Go Norway
Day 0-1 Go Norway
11-12 Mar 2026
ทริปแรกของปีนี้ เราวางแผนจะไปล่าแสงเหนือกันที่ประเทศ Norway
โดยเป้าหมายแรกของการเดินทางวันนี้ คือ เกาะ Lofoten
ซึ่งเป็นเกาะทางเหนือของ Norway ตั้งอยู่บนพิกัดที่เหมาะแก่การชมแสงเหนือ และที่สำคัญคือ มีลักษณะภูมิประเทศที่สวยงามแปลกตา
การเดินทางไปยังเกาะ Lofoten นั้น ไม่มีเที่ยวบินตรง
เราจะต้องบินไปลงที่เมือง Oslo เมืองหลวงของ Norway เสียก่อน
จากนั้นจึงต่อเครื่องไปยังสนามบิน Leknes โดยแวะที่เมือง Bodø เพราะช่วงที่ไปนั้นยังไม่มีเที่ยวบินตรง
สรุปการเดินทางจะเป็นรูทนี้ BKK - Oslo - Bodø - Leknes
BKK - Oslo บินด้วย สายการบินไทย
โชคดีที่เลือกบินตรง เลยรอดภาวะสงครามมาได้
แต่ราคาก็แพงแหละ ค่าตั๋ว 34,000 เป็นแบบเลื่อนตั๋วได้ด้วย (เพราะตอนนั้นเพื่อนเพิ่งผ่านโปร)
ไฟท์บิน 00.05 วันที่ 12 มี.ค. 69
เลยต้องออกจากบ้านตั้งแต่ค่ำๆ วันที่ 11 มี.ค. 69
แม่ยังงง ไหนบอกไปเที่ยงคืนวันที่ 12 ทำไมออกจากบ้านวันที่ 11
แล้วยังถามว่าคืนนี้จะไปนอนไหนอีก 555555555 (พบคนมีแววตกเครื่อง 1 อัตรา 😂)
จนต้องอธิบายกันพักใหญ่ แต่เชื่อว่าน่าจะยังไม่เข้าใจหรอก 5555
เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 2 ทุ่ม
คนในสนามบินดูน้อยกว่าที่คิด
เดินไปรอที่ Row D ของเคาน์เตอร์การบินไทย
ระบบของการบินไทย เริ่มเน้นไปที่ Self Service มากขึ้น
เราเช็คอินออนไลน์มาแล้ว ก็สามารถมาปรินท์ Boarding pass และ Tag ติดกระเป๋าได้ที่เครื่อง Kios
จากนั้นก็เอากระเป๋าเดินทางไปโหลดที่สายพานเอง
แต่ทุกขั้นตอน ยังมีพนักงานคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ไม่ต้องกังวล
เสร็จแล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปยังตรวจกระเป๋าสำหรับผู้โดยสารขาออก
ทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และขณะที่กำลังตรวจกระเป๋าอยู่น้านนนนนน
ก็มีเสียงโทรศัพท์เข้ามาถี่ๆ ทั้งๆ ที่มือถือยังอยู่ตรงเครื่องสแกน
จนเจ้าหน้าที่ตรวจเสร็จ
ยกโทรศัพท์ขึ้นมา สายเข้าเป็นสายจาก Trip 😰
อ่ะ ชิบหายละ 😰😰 เหตุการณ์คุ้นๆ
ขนาดต้องโทรมาหา คือ แกต้องมีอะไรสักอย่างแน่นอน 😱
จะดีเลย์ หรือ เลื่อนไฟท์ หรือ ยกเลิก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด สงครามยิ่งระอุอยู่
พอรับสาย ก็เป็นเสียงยานๆ ของระบบอัตโนมัติ แจ้งว่า
ไฟท์ดีเลย์ 😶
..
..
..
..
30 นาที
เห้อออออออออออออออออออออออออออออออออ 😓
ใจเกือบหล่นไปอยู่ตรงตาตุ่ม
ถึงเราจะต้องต่อเครื่องจาก Oslo ไป Bodø
แต่พอดีเราเลือกไฟท์เผื่อเวลาไว้เยอะ มีเวลาต่อเครื่อง 5 ชม. ก็เลยไม่มีปัญหา
เก็บของเสร็จ
เดินต่อมาถึงบริเวณอาคารขาออก ประมาณ 3 ทุ่ม
มีเวลาอีกเยอะ
ขอแวะกินอะไรที่เลาจ์ก่อน
โดย Miracle Lounge สามารถใช้โปรบัตรเครดิต KTC World MasterCard เข้าได้ฟรี
จริงๆ เราต้องไปรอขึ้นเครื่องที่อาคาร SAT-1 ซึ่งก็มีเลาจ์เหมือนกัน
แต่ด้วยความไม่แน่ใจ เลยเลือก Concourse D เพราะใกล้สุด
แค่ยื่น Boarding Pass กับบัตรเครดิตให้พนักงานหน้าเคาน์เตอร์
หลังจากพักในเลาจ์ประมาณ 2 ชม. ก็นั่งรถไฟไปที่ SAT-1 เกต S 104 ซึ่งไกลมาก
แต่รอจนเลยเวลา ก็ยังไม่เรียกสักที
กว่าจะได้ขึ้นเครื่องก็ตี 1 กว่าๆ
บินได้ ✈✈✈✈✈✈
บินได้สักพัก จะมีบริการเสริฟ อาหารและเครื่องดื่ม
ใช้เวลาบินทั้งหมด 12-13 ชม.
ก่อนเครื่องจะลงประมาณ 2 ชม. แอร์จะนำอาหารเช้ามาเสริฟ
เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบินออสโล การ์เดอร์มอน (Oslo Airport, Gardermoen - OSL) เรียบร้อย
ก็เดินไปยังจุดตรวจเอกสารเดินทาง
แถวค่อนข้างยาว แต่ใช้เวลาประมาณครึ่งชม. ก็ได้ออกมา
เจ้าหน้าที่ตม. ไม่ได้ถามอะไร ตรวจ Passport สแกนนิ้ว ถ่ายรูป เป็นอันจบ
จากนั้นก็เดินตามป้าย ไปยังจุดรับกระเป๋า
รอสักพักเลย กว่ากระเป๋าจะมา
หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อย ก็ไปล้างหน้าล้างตา ให้เรียบร้อย
แล้วก็ถึงเวลาอันน่าตื่นเต้นของเรา
เพราะเราจะเดินเข้าช่องแดง คร่าาาาาาาาา 😎
เนื่องจากเอาของกินมาเยอะ ไม่มั่นใจว่าอันไหนเข้าได้หรือไม่ได้ เลยตัดสินใจ เข้าช่องแดงให้รู้แล้วรู้รอดไป
| ของกินที่พกมา |
พอเข็นเข้าช่องแดงปุ๊บ
เจ้าหน้าที่ก็ทำหน้างงๆ (ประมาณว่าเข้ามาทำไม ดูไม่เห็นมีอะไร นอกจากกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ)
เราก็ยื่นรูปของกินที่พกมา แล้วก็ถามเค้าว่า พวกนี้เอาเข้าได้มั้ย
เจ้าหน้าที่เค้าก็จะถามประมาณว่า เอามาแค่นี้ใช่ไหม เอามาใช้เองใช่ไหม มีพวกเนื้อสัตว์รึเปล่า บลาๆๆๆๆ
แต่ไม่เปิดกระเป๋าดูนะ แล้วก็ให้ผ่านได้ เป็นอันเสร็จพิธี
เออ ง่ายดี หายห่วงไป
พอออกมาปุ๊บ ก็จะมาอยู่ที่โซน Arrival Hall มีร้านอาหารและมินิมาร์ทประปราย
เราต้องอยู่ในสนามบินนี้ไปอีกหลายชม. เพราะต้องต่อเครื่องไป Bodø
เลยมีเวลาสำรวจสนามบินพักใหญ่ๆ
จากโซน Arrival Hall ต้องขึ้นไปอีกชั้นนึง เพื่อไปยังโซน Departure Hall
ชั้นบนนี้ยังคงมีร้านค้าอยู่บ้าง แต่น้อยมาก
เคาน์เตอร์เช็คอิน ยังมีพนักงานให้บริการอยู่ แต่ดูเหมือนคนไม่ค่อยใช้บริการกัน
เลยไปใช้เครื่องอัตโนมัติดู
ตอนแรกๆ ก็งงแหละ แต่เข้าใจได้ไม่ยาก
แถวนี้ไม่มีพนักงานคอยช่วยนะ ต้องลองด้วยตัวเอง ไม่เหมือนที่สุวรรณภูมิ
ขั้นตอนก็ง่ายๆ เปลี่ยนภาษาก่อน เพราะที่นี่เค้าใช้ภาษานอร์เวย์เป็นหลัก
จากนั้นก็แสกน QR (กรณีเช็คอิน ออนไลน์มาแล้ว) หรือกรอกหมายเลขการจอง
จากนั้นก็เลือกคนเดินทาง เลือกจำนวนกระเป๋าเดินทาง แล้วกดยืนยัน
เครื่องก็จะปรินท์ Boarding pass และ Tag ติดกระเป๋ามาให้เลย
ซึ่งของเรา จะเป็นเที่ยวบินที่ปลายทางอยู่ที่ Leknes แต่ต้องไปต่อเครื่องที่ Bodø ก่อน
เป็นแบบ Check-through จึงไม่ต้องไปเช็คอิน และรับกระเป๋าที่ Bodø แล้ว
ทำให้ได้ Boarding Pass มาใบเดียว มีข้อมูลทั้ง 2 ไฟท์ และ Tag สำหรับติดกระเป๋าที่มีข้อมูลทั้งสองไฟท์
ตอนไป Bodø เราบินกับ Scandinavian Airlines
ส่วนตอนไป Leknes เราบินกับ Widerøe
หลังจากนำ Tag มาติดกระเป๋าเรียบร้อย
หลังจากผ่านเข้ามาได้ ก็เดินต่อไปที่เกต และเกตเราก็อยู่ไกลอีกแล้ว
ระหว่างทางก็มีร้านค้า ร้านอาหารหลายร้าน แต่ไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่
ใช่ค่ะ ความประทับใจแรกในสนามบิน คือ โค้ก 0.5L ราคา 50 NOK ก็คูณ 3.5 เผื่อไป
โค้กแม่งราคา 175 บาททททททท เชี่ยยยยยย 😵😵
นอร์เวย์ แม่งสวยแพงจริง
นั่งรอหน้าเกตอยู่สักพัก ก็เรียกขึ้นเครื่อง
แค่ใช้ Boarding Pass ไปแตะตรงเครื่องกั้น ก็เดินไปขึ้นเครื่องได้เลย
เค้าไม่ตรวจ Passport หรือ ID Card อะไรเลยอ่ะ
แบบนี้ ชื่อไม่ตรงกับในใบ Boarding pass ก็เข้าได้สิ ???? หรือใช้ระบบความเชื่อใจ 😶
เดินขึ้นเครื่องอยู่ดีๆ ก็โผล่มาข้างนอก
ห๊ะ ไม่ได้เข้างวงช้างหรอ
แล้วเครื่องแต่งกาย ไม่พร้อม เพราะไม่รู้ว่าต้องออกมาข้างนอก เลยยัดทุกอย่างใส่กระเป๋าโหลดไปหมดแล้ว
แถมเดินขึ้นเครื่องคิวท้ายๆ กว่าคนจะขึ้นครบ
หนาวมาก ลมแรงมาก กรี๊ดดดดดดด ⛄⛄⛄⛄
ภายในเครื่อง Scandinavian Airlines เป็นแบบ 3-3
วิวตอนใกล้จะถึงเมือง Bodø คือสวยมากกกกกกกก
แนะนำถ้าเลือกได้ ให้นั่งฝั่งขวา
เครื่องบินใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ก็มาถึงสนามบิน Bodø
เดินผ่านงวงช้าง เข้าไปด้านในสนามบิน
ไปโผล่โซนสำหรับขึ้นเครื่องขาออก
งงอีกแล้ว ที่นี่เค้าใช้ทางเข้าออกร่วมกันเหรอเนี่ย
เราต้องรออยู่ที่นี่ประมาณ 2 ชม.
แต่เนื่องจากเกต 21 มันมีที่นั่งรอน้อยมาก
คนส่วนใหญ่เลยรออยู่ที่เกต 20 ซึ่งเป็นเกตของไฟท์ไป Svolvær (เป็นเมืองในเกาะ Lofoten เช่นเดียวกับ Leknes)
ที่เกต 20 นี้ เราได้เจอกลุ่มคนไทยด้วย
พอใกล้เวลาขึ้นเครื่อง ก็รีบเดินไปยังเกต 21
เพราะว่าไฟท์นี้ เป็นแบบ Free Seat ระบบจะไม่เลือกที่นั่งให้
เหมือนนั่งรถเมล์ ขึ้นก่อน ได้เลือกก่อน
แต่ลืมไปว่า เรามันพวกขยับตัวช้า
กว่าจะเดินไปถึงเกต ก็เกือบคนสุดท้ายแล้ว รีบแบบใด 😅
ต้องเดินไปขึ้นเครื่องเองเหมือนเดิม
เครื่องบิน Widerøe WF812 จะเป็นเครื่องบินใบพัดขนาดเล็ก
จุดคนได้ประมาณ 40+ ที่นั่ง
ที่นั่งเป็นแบบ 2-2 และมี 5 แถวหลังสุด เหมือนรถเมล์
และแน่นอนว่า เราก็ได้นั่งหลังสุดเนี่ยแหละ แถมนั่งตรงกลางเลย 55555
เนื่องจากเป็นเครื่องบินขนาดเล็ก ประกอบกับวันนี้ลมทะเลแรงมาก
ตอนขึ้นเครื่องจะสั่นนานกว่าปกติ และไม่ค่อยนิ่งเลยตลอดการเดินทาง
แต่ประเด็นคือ ตอนลง มันสั่น ขึ้นๆ ลงๆ ยิ่งกว่าบานาโบ๊ทอีกกกกกกกกก
แทบอ้วก !!!!!
ใครเมาเครื่องง่าย แนะนำให้เตรียมยาดม กะยาแก้เมาไว้รอก่อนขึ้นเครื่องเลย
ใช้เวลาบิน 30 นาที เครื่องสั่นไปแล้ว 25 นาที
ถึงอย่างนั้นก็ลงจอดโดยสวัสดิภาพ
พอเครื่องจอด ทุกคนก็เดินลงมา แล้วถ่ายรูปรอบๆ กันใหญ่ จนเจ้าหน้าที่ต้องมาไล่ 5555
เค้ามีแจกลูกอมให้ด้วยนะ เหมือนเป็นลูกอมสมุนไพร แต่รสชาติแย่มาก เออ แต่หายเมานะ 555
สนามบิน มีขนาดเล็กมาก ไม่มีร้านอะไรเลย
แต่มีเครื่องขายน้ำอัตโนมัติอยู่
รอในสนามบินสักพัก กระเป๋าไม่มาสักที
จนมีคนตะโกนอะไรสักอย่างเรียกออกไปข้างนอก
สรุปคือ กระเป๋า ไม่ขึ้นสายพานจ้า พนักงานเลิกงานละหรอ 55555
ต้องไปช่วยกันยกลงมาจากรถเข็นเอง
หลังจากได้กระเป๋ามา
ก็เดินไปที่อาคารสำนักงาน AVIS ซึ่งอยู่ไม่ไกล
เพราะเราเช่ารถเจ้านี้ ผ่าน Booking มาแล้ว
เจ้าหน้าที่ AVIS เค้าจะมีเอกสารให้เราเซ็น ตรวจสอบใบขับขี่ แล้วก็รูดบัตรเครดิตกันวงเงินไว้ด้วย
กันไว้ 3,000 NOK
แล้วเราก็ซื้อประกันแบบ Full Coverage ที่หน้าเคาน์เตอร์ได้เลย
ราคาวันละ 380 NOK เดี๋ยวเค้าหักจาก 3,000 NOK ที่กันไว้นั่นแหละ
จากนั้นก็ไปรับรถที่จุดจอดของ AVIS
ได้น้อง Suzuki S-Cross สีแดงแปร๋นมา
เป็นรถแบบเติมน้ำมัน
จริงๆ ที่นี่รถไฟฟ้า หาง่ายกว่า และราคาถูกกว่า แต่เราขี้เกียจรอตอนชาร์จไฟ
ก่อนจะขับรถออกไป อย่าลืม ตรวจสอบรถให้ทั่วๆ ก่อน ทั้งด้านนอกด้านใน อัดวีดีโอไว้ด้วย
ถึงเราจะซื้อประกันไว้แล้ว ก็อย่าได้วางใจ เพราะมันไม่มีเอกสารอะไรออกให้เราเลย ว่ามีประกันด้วย 5555
ภายในรถ พวงมาลัยจะอยู่ฝั่งซ้าย
และที่นี่เค้าขับเลนขวา
ตรงข้ามกับบ้านเราทุกอย่าง 555 ต้องให้เวลาคนขับปรับตัวนิดนึงก่อน
พร้อมแล้ว ลุย!!!!!!!!!!!!!
สถานที่แรก ที่เราไปคือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต Extra ที่อยู่ใกล้สนามบินที่สุด
ร้านค่อนข้างใหญ่ มีของเยอะแยะ ให้เลือกซื้อ
ผัก ผลไม้ ของสดต่างๆ ขนม เครื่องดื่ม ฯลฯ
แต่ราคาก็ แพงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ในร้านแทบไม่มีพนักงานเลย
เป็น Self service แทบทุกอย่าง
ผลไม้บางอย่าง ที่ขายตามน้ำหนัก ก็ต้องเอามาชั่งเอง แปะป้ายเอง
ตอนจ่ายเงินก็ Self service
ถุงพลาสติกไม่ฟรีนะ ราคาประมาณ 6 NOK
จ่ายเสร็จ ได้ใบเสร็จมา ก็เอาบาร์โค้ดไปแตะที่เครื่องกั้น ถึงจะออกจากร้านได้
ตอนออกมาจาก Extra นั้น ฝนก็กำลังตกพอดี
อ่าวววววว คืนนี้ก็อดดูแสงเหนือแล้วสิ
จากนั้นก็ขับรถไปที่พัก ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินไป 10 นาที ใน Gravdal ชื่อ Cozy home
ที่พักจะเป็นชั้นใต้ดินของบ้านเค้าอีกที แต่กว้างขวาง อุปกรณ์ครบ ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว ส่วนตัว และที่สำคัญราคาถูก
กินเสร็จ ก็ออกไปดูท้องฟ้าข้างนอก
ตอนนี้ ฝนหยุดตกแล้ว
ดาวเต็มฟ้าเลย
แต่ไม่เห็นแสงเหนือ
ด้วยความที่เราไม่เคยดูแสงเหนือมาก่อน ไม่มีไกด์ เลยไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง
แต่จากข้อมูล ของคนไทยที่เราเจอที่ Bodø เล่าให้ฟัง
คือ ตรงไหนมีดาว ให้ถ่ายรูปตรงนั้นดู เพราะตาเรามองไม่เห็น แต่กล้องมันเห็น
เราเลยถ่ายโช๊ะ ทุกจุดที่เห็นดาว
ก็เห็นแต่ รูปดาวอ่ะ เต็มฟ้าเลย 5555
ไหนแสงเหนือ
แต่จริงๆ คือ มันมีแสงเหนือ นะ แต่จางมากกกกกกกกกกกก ต้องเร่งแสงบนจอดู ถึงจะเห็น
ด้วยความที่ อยากเห็นแสงเหนือมากๆ
เราเลยตั้งนาฬิกาปลุกทุก ชม. เพื่อออกมาดูท้องฟ้า (ไม่สนแอป Aurora เลย)
ปลุกยัน ตี 4 ก็ยังไม่เห็นแบบเต็มๆ แถมยิ่งใกล้เช้า เมฆยิ่งเยอะ จนในที่สุด เมฆก็เต็มท้องฟ้า
โอเค ยอมแพ้ ไปนอนดีกว่า ลุ้นกันใหม่คืนถัดไป
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น