ʕ•ᴥ•ʔ ♡ ล่าแสงเหนือ Norway : Day 0-1 Go Norway




Day 0-1 Go Norway

11-12 Mar 2026 


ทริปแรกของปีนี้ เราวางแผนจะไปล่าแสงเหนือกันที่ประเทศ Norway

โดยเป้าหมายแรกของการเดินทางวันนี้ คือ เกาะ Lofoten

ซึ่งเป็นเกาะทางเหนือของ Norway ตั้งอยู่บนพิกัดที่เหมาะแก่การชมแสงเหนือ และที่สำคัญคือ มีลักษณะภูมิประเทศที่สวยงามแปลกตา


การเดินทางไปยังเกาะ Lofoten นั้น ไม่มีเที่ยวบินตรง

เราจะต้องบินไปลงที่เมือง Oslo เมืองหลวงของ Norway เสียก่อน

จากนั้นจึงต่อเครื่องไปยังสนามบิน Leknes โดยแวะที่เมือง Bodø  เพราะช่วงที่ไปนั้นยังไม่มีเที่ยวบินตรง


สรุปการเดินทางจะเป็นรูทนี้ BKK - Oslo - Bodø - Leknes 



BKK - Oslo บินด้วย สายการบินไทย 

โชคดีที่เลือกบินตรง เลยรอดภาวะสงครามมาได้ 

แต่ราคาก็แพงแหละ ค่าตั๋ว 34,000 เป็นแบบเลื่อนตั๋วได้ด้วย (เพราะตอนนั้นเพื่อนเพิ่งผ่านโปร)


ไฟท์บิน 00.05 วันที่ 12 มี.ค. 69

เลยต้องออกจากบ้านตั้งแต่ค่ำๆ วันที่ 11 มี.ค. 69


แม่ยังงง ไหนบอกไปเที่ยงคืนวันที่ 12 ทำไมออกจากบ้านวันที่ 11 

แล้วยังถามว่าคืนนี้จะไปนอนไหนอีก 555555555 (พบคนมีแววตกเครื่อง 1 อัตรา 😂)

จนต้องอธิบายกันพักใหญ่ แต่เชื่อว่าน่าจะยังไม่เข้าใจหรอก 5555


เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 2 ทุ่ม

คนในสนามบินดูน้อยกว่าที่คิด 



เดินไปรอที่ Row D ของเคาน์เตอร์การบินไทย

ระบบของการบินไทย เริ่มเน้นไปที่ Self Service มากขึ้น

เราเช็คอินออนไลน์มาแล้ว ก็สามารถมาปรินท์ Boarding pass และ Tag ติดกระเป๋าได้ที่เครื่อง Kios

จากนั้นก็เอากระเป๋าเดินทางไปโหลดที่สายพานเอง

แต่ทุกขั้นตอน ยังมีพนักงานคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ไม่ต้องกังวล



เสร็จแล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปยังตรวจกระเป๋าสำหรับผู้โดยสารขาออก



ทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และขณะที่กำลังตรวจกระเป๋าอยู่น้านนนนนน

ก็มีเสียงโทรศัพท์เข้ามาถี่ๆ ทั้งๆ ที่มือถือยังอยู่ตรงเครื่องสแกน

จนเจ้าหน้าที่ตรวจเสร็จ 

ยกโทรศัพท์ขึ้นมา สายเข้าเป็นสายจาก Trip 😰


อ่ะ ชิบหายละ 😰😰 เหตุการณ์คุ้นๆ 

ขนาดต้องโทรมาหา คือ แกต้องมีอะไรสักอย่างแน่นอน 😱

จะดีเลย์ หรือ เลื่อนไฟท์ หรือ ยกเลิก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด สงครามยิ่งระอุอยู่


พอรับสาย ก็เป็นเสียงยานๆ ของระบบอัตโนมัติ แจ้งว่า

ไฟท์ดีเลย์ 😶

..

..

..

..

30 นาที

เห้อออออออออออออออออออออออออออออออออ 😓


ใจเกือบหล่นไปอยู่ตรงตาตุ่ม 

ถึงเราจะต้องต่อเครื่องจาก Oslo ไป Bodø 

แต่พอดีเราเลือกไฟท์เผื่อเวลาไว้เยอะ มีเวลาต่อเครื่อง 5 ชม. ก็เลยไม่มีปัญหา


เก็บของเสร็จ

เดินต่อมาถึงบริเวณอาคารขาออก ประมาณ 3 ทุ่ม

มีเวลาอีกเยอะ


ขอแวะกินอะไรที่เลาจ์ก่อน

โดย Miracle Lounge สามารถใช้โปรบัตรเครดิต KTC World MasterCard เข้าได้ฟรี


จริงๆ เราต้องไปรอขึ้นเครื่องที่อาคาร SAT-1 ซึ่งก็มีเลาจ์เหมือนกัน

แต่ด้วยความไม่แน่ใจ เลยเลือก Concourse D เพราะใกล้สุด

แค่ยื่น Boarding Pass กับบัตรเครดิตให้พนักงานหน้าเคาน์เตอร์


ภายในเลาจ์มีพวกอาหาร เครื่องดื่มมากมาย มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำให้ด้วย




หลังจากพักในเลาจ์ประมาณ 2 ชม. ก็นั่งรถไฟไปที่ SAT-1 เกต S 104 ซึ่งไกลมาก



แต่รอจนเลยเวลา ก็ยังไม่เรียกสักที

กว่าจะได้ขึ้นเครื่องก็ตี 1 กว่าๆ




บนเครื่องจะมีหมอน ผ้าห่ม และหูฟัง ไว้ให้ (หูฟังเอากลับได้ แต่อย่างอื่นให้เอาไว้บนเครื่องเหมือนเดิม)




บินได้ ✈✈✈✈✈✈



บินได้สักพัก จะมีบริการเสริฟ อาหารและเครื่องดื่ม


ใช้เวลาบินทั้งหมด 12-13 ชม. 

ก่อนเครื่องจะลงประมาณ 2 ชม. แอร์จะนำอาหารเช้ามาเสริฟ



เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบินออสโล การ์เดอร์มอน (Oslo Airport, Gardermoen - OSL) เรียบร้อย


ก็เดินไปยังจุดตรวจเอกสารเดินทาง

แถวค่อนข้างยาว แต่ใช้เวลาประมาณครึ่งชม. ก็ได้ออกมา

เจ้าหน้าที่ตม. ไม่ได้ถามอะไร ตรวจ Passport สแกนนิ้ว ถ่ายรูป เป็นอันจบ

จากนั้นก็เดินตามป้าย ไปยังจุดรับกระเป๋า 

รอสักพักเลย กว่ากระเป๋าจะมา



หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อย ก็ไปล้างหน้าล้างตา ให้เรียบร้อย


แล้วก็ถึงเวลาอันน่าตื่นเต้นของเรา 

เพราะเราจะเดินเข้าช่องแดง คร่าาาาาาาาา 😎

เนื่องจากเอาของกินมาเยอะ ไม่มั่นใจว่าอันไหนเข้าได้หรือไม่ได้ เลยตัดสินใจ เข้าช่องแดงให้รู้แล้วรู้รอดไป

ของกินที่พกมา


พอเข็นเข้าช่องแดงปุ๊บ 

เจ้าหน้าที่ก็ทำหน้างงๆ (ประมาณว่าเข้ามาทำไม ดูไม่เห็นมีอะไร นอกจากกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ)

เราก็ยื่นรูปของกินที่พกมา แล้วก็ถามเค้าว่า พวกนี้เอาเข้าได้มั้ย

เจ้าหน้าที่เค้าก็จะถามประมาณว่า เอามาแค่นี้ใช่ไหม เอามาใช้เองใช่ไหม มีพวกเนื้อสัตว์รึเปล่า บลาๆๆๆๆ

แต่ไม่เปิดกระเป๋าดูนะ แล้วก็ให้ผ่านได้ เป็นอันเสร็จพิธี 

เออ ง่ายดี หายห่วงไป


พอออกมาปุ๊บ ก็จะมาอยู่ที่โซน Arrival Hall มีร้านอาหารและมินิมาร์ทประปราย



เราต้องอยู่ในสนามบินนี้ไปอีกหลายชม. เพราะต้องต่อเครื่องไป Bodø 

เลยมีเวลาสำรวจสนามบินพักใหญ่ๆ



จากโซน Arrival Hall ต้องขึ้นไปอีกชั้นนึง เพื่อไปยังโซน Departure Hall






ชั้นบนนี้ยังคงมีร้านค้าอยู่บ้าง แต่น้อยมาก




เคาน์เตอร์เช็คอิน ยังมีพนักงานให้บริการอยู่ แต่ดูเหมือนคนไม่ค่อยใช้บริการกัน

เลยไปใช้เครื่องอัตโนมัติดู 

ตอนแรกๆ ก็งงแหละ แต่เข้าใจได้ไม่ยาก

แถวนี้ไม่มีพนักงานคอยช่วยนะ ต้องลองด้วยตัวเอง ไม่เหมือนที่สุวรรณภูมิ


ขั้นตอนก็ง่ายๆ เปลี่ยนภาษาก่อน เพราะที่นี่เค้าใช้ภาษานอร์เวย์เป็นหลัก

จากนั้นก็แสกน QR (กรณีเช็คอิน ออนไลน์มาแล้ว) หรือกรอกหมายเลขการจอง

จากนั้นก็เลือกคนเดินทาง เลือกจำนวนกระเป๋าเดินทาง แล้วกดยืนยัน

เครื่องก็จะปรินท์ Boarding pass และ Tag ติดกระเป๋ามาให้เลย




ซึ่งของเรา จะเป็นเที่ยวบินที่ปลายทางอยู่ที่ Leknes แต่ต้องไปต่อเครื่องที่ Bodø ก่อน 

เป็นแบบ Check-through จึงไม่ต้องไปเช็คอิน และรับกระเป๋าที่ Bodø แล้ว

ทำให้ได้ Boarding Pass มาใบเดียว มีข้อมูลทั้ง 2 ไฟท์ และ Tag สำหรับติดกระเป๋าที่มีข้อมูลทั้งสองไฟท์


ตอนไป Bodø เราบินกับ Scandinavian Airlines

ส่วนตอนไป Leknes เราบินกับ Widerøe 



หลังจากนำ Tag มาติดกระเป๋าเรียบร้อย
ก็เอากระเป๋ามาโหลดด้วยตัวเองที่เครื่อง Self service bagdrop
วิธีการใช้งานก็ง่ายๆ มันจะมีจอบอกขั้นตอนต่างๆ อยู่แล้ว 
ก็ทำตามคำแนะนำนั้น

เริ่มจาก เปลี่ยนภาษาบนจอ นำกระเป๋าไปวางในเครื่อง ทำทีละใบนะ 
นำตัวยิงบาร์โค้ดที่อยู่ตรงจอมายิงบาร์โค้ดตรง Tag ติดกระเป๋า 
จากนั้นก็กดตกลง เครื่องจะปิดฝา แล้วลากกระเป๋าเอาเข้าไป
แล้วก็ทำแบบเดียวกันกับกระเป๋าทุกใบที่จะโหลด




ตรงนี้จะไม่มีการสแกน หรือตรวจของในกระเป๋าใดๆ
หลังจากเราโหลดกระเป๋าเรียบร้อย ก็เดินเข้าไปที่ช่องตรวจสัมภาระก่อนขึ้นเครื่องได้เลย

ขั้นตอนการตรวจสัมภาระขึ้นเครื่องของที่นี่ ค่อนข้างเข้มงวด
พวกอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ ทั้ง Powerbank มือถือ notebook และอื่นๆ ทั้งหมด ต้องนำออกมาวางนอกกระเป๋า
พวกขวดเครื่องสำอางค์ต่างๆ ก็เช่นกัน 
ขั้นตอนนี้จะใช้เวลานานหน่อย กว่าแต่ละคนจะขนของในกระเป๋าออกมาก็เสียเวลาไปเยอะอยู่
และเจ้าหน้าที่ตรวจเข้มเลย อะไรน่าสงสัย จะเรียกมาถามหมด ไม่ปล่อยผ่าน


หลังจากผ่านเข้ามาได้ ก็เดินต่อไปที่เกต และเกตเราก็อยู่ไกลอีกแล้ว

ระหว่างทางก็มีร้านค้า ร้านอาหารหลายร้าน แต่ไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่



เราอยู่ เกต C1 ตรงนั้นมีมินิมาร์ทอยู่พอดี
เลยแวะซื้อของกินสักหน่อย เพราะใกล้จะเที่ยงแล้ว







จากป้ายหน้าร้าน ข้างบนนี่
ความสงสัยแรก "+deposit" คืออะไรฟระ?????


อธิบายคร่าวๆ 
ที่นี่เค้าจะมีนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างนึง 
คือ พวกขวด หรือกระป๋อง เนี่ย เวลาเราซื้อมันจะมีราคาค่าขวดบวกมาให้ด้วย

เช่น ปกติโค้กราคา 48 NOK มีค่าขวด 2 NOK เท่ากับว่า เราจะต้องจ่ายจริง 50 NOK
โดยค่าขวด ดูจากเลข PANT ที่อยู่ตรงขวด ปกติขวดเล็กจะ 2 NOK ขวดใหญ่ 3 NOK

ซึ่งค่าขวด 2 NOK เนี่ย ไม่ได้เสียไปฟรีๆ นะ 
เราจะได้คืน เมื่อเอาขวดไปคืนที่เครื่องคืนขวด 
โดยจะได้มาเป็นใบเสร็จ แล้วเอาไปแลกเป็นเงินสด หรือเป็นส่วนลดในร้านที่เราเอาขวดไปคืนอีกทีนึง

ซึ่งในรูปข้างบนเนี่ย จะได้ Hot dog 1 ชื้น กับเครื่องดื่ม 0.5L อะไรก็ได้ 1 ขวด รวมราคา 59 บาท 
แล้วถ้าเครื่องดื่มนั้นมีค่าขวด ก็ต้องบวกเพิ่ม (+deposit) 

เราเลือกโค้ก ซึ่งมีค่าขวด 2 NOK เลยได้ราคา 59 + 2 = 61 NOK

ใช่ค่ะ ความประทับใจแรกในสนามบิน คือ โค้ก 0.5L ราคา 50 NOK ก็คูณ 3.5 เผื่อไป

โค้กแม่งราคา 175 บาททททททท เชี่ยยยยยย 😵😵

นอร์เวย์ แม่งสวยแพงจริง 



นั่งรอหน้าเกตอยู่สักพัก ก็เรียกขึ้นเครื่อง

แค่ใช้ Boarding Pass ไปแตะตรงเครื่องกั้น ก็เดินไปขึ้นเครื่องได้เลย

เค้าไม่ตรวจ Passport หรือ ID Card อะไรเลยอ่ะ

แบบนี้ ชื่อไม่ตรงกับในใบ Boarding pass ก็เข้าได้สิ ???? หรือใช้ระบบความเชื่อใจ 😶




เดินขึ้นเครื่องอยู่ดีๆ ก็โผล่มาข้างนอก

ห๊ะ ไม่ได้เข้างวงช้างหรอ

แล้วเครื่องแต่งกาย ไม่พร้อม เพราะไม่รู้ว่าต้องออกมาข้างนอก เลยยัดทุกอย่างใส่กระเป๋าโหลดไปหมดแล้ว

แถมเดินขึ้นเครื่องคิวท้ายๆ กว่าคนจะขึ้นครบ

หนาวมาก ลมแรงมาก กรี๊ดดดดดดด ⛄⛄⛄⛄






ภายในเครื่อง Scandinavian Airlines เป็นแบบ 3-3
ไม่มีบริการเลือกที่นั่งฟรี มีแต่แบบเสียตังค์ เราเลยให้ระบบสุ่มมาให้



วิวตอนใกล้จะถึงเมือง Bodø  คือสวยมากกกกกกกก

แนะนำถ้าเลือกได้ ให้นั่งฝั่งขวา



เครื่องบินใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ก็มาถึงสนามบิน Bodø 



เดินผ่านงวงช้าง เข้าไปด้านในสนามบิน 

ไปโผล่โซนสำหรับขึ้นเครื่องขาออก

งงอีกแล้ว ที่นี่เค้าใช้ทางเข้าออกร่วมกันเหรอเนี่ย



ในสนามบิน Bodø  มีร้านค้า ร้านอาหารอยู่บ้าง 



เราต้องรออยู่ที่นี่ประมาณ 2 ชม.
ต้องไปรอที่เกต 21 ซึ่งอยู่ชั้นล่าง



แต่เนื่องจากเกต 21 มันมีที่นั่งรอน้อยมาก

คนส่วนใหญ่เลยรออยู่ที่เกต 20 ซึ่งเป็นเกตของไฟท์ไป Svolvær (เป็นเมืองในเกาะ Lofoten เช่นเดียวกับ Leknes)








ที่เกต 20 นี้ เราได้เจอกลุ่มคนไทยด้วย
ซึ่งเค้าไปมาหลายเมืองแล้ว 
เพิ่งมาจาก Tromsø แล้วจะไปต่อที่ Svolvær

เป็นกลุ่มที่โชคดีมาก เห็นแสงเหนือแทบทุกเมืองที่ไปเลย
ได้ความรู้ และเทคนิคการมองหาแสงเหนือมาด้วย




พอใกล้เวลาขึ้นเครื่อง ก็รีบเดินไปยังเกต 21

เพราะว่าไฟท์นี้ เป็นแบบ Free Seat ระบบจะไม่เลือกที่นั่งให้

เหมือนนั่งรถเมล์ ขึ้นก่อน ได้เลือกก่อน


แต่ลืมไปว่า เรามันพวกขยับตัวช้า

กว่าจะเดินไปถึงเกต ก็เกือบคนสุดท้ายแล้ว รีบแบบใด 😅


ต้องเดินไปขึ้นเครื่องเองเหมือนเดิม

เครื่องบิน Widerøe WF812 จะเป็นเครื่องบินใบพัดขนาดเล็ก

จุดคนได้ประมาณ 40+ ที่นั่ง

ที่นั่งเป็นแบบ 2-2 และมี 5 แถวหลังสุด เหมือนรถเมล์

และแน่นอนว่า เราก็ได้นั่งหลังสุดเนี่ยแหละ แถมนั่งตรงกลางเลย 55555



ถึงจะนั่งกลางๆ แต่คนที่นั่งข้างหน้าต่างเค้าก็ใจดีนะ
พยายามหลีกให้เราได้ถ่ายรูป
แต่ก็เกรงใจอ่ะ เลยถ่ายนิดๆ หน่อยๆ พอ

แนะนำให้มาไวๆ ดีกว่า เลือกนั่งฝั่งขวา นะ วิวสวยมากกกก ฝั่งซ้ายส่วนใหญ่จะเป็นวิวทะเล




เนื่องจากเป็นเครื่องบินขนาดเล็ก ประกอบกับวันนี้ลมทะเลแรงมาก

ตอนขึ้นเครื่องจะสั่นนานกว่าปกติ และไม่ค่อยนิ่งเลยตลอดการเดินทาง


แต่ประเด็นคือ ตอนลง มันสั่น ขึ้นๆ ลงๆ ยิ่งกว่าบานาโบ๊ทอีกกกกกกกกก

แทบอ้วก !!!!!

ใครเมาเครื่องง่าย แนะนำให้เตรียมยาดม กะยาแก้เมาไว้รอก่อนขึ้นเครื่องเลย


ใช้เวลาบิน 30 นาที เครื่องสั่นไปแล้ว 25 นาที

ถึงอย่างนั้นก็ลงจอดโดยสวัสดิภาพ






พอเครื่องจอด ทุกคนก็เดินลงมา แล้วถ่ายรูปรอบๆ กันใหญ่ จนเจ้าหน้าที่ต้องมาไล่ 5555


เค้ามีแจกลูกอมให้ด้วยนะ เหมือนเป็นลูกอมสมุนไพร แต่รสชาติแย่มาก เออ แต่หายเมานะ 555



สนามบิน มีขนาดเล็กมาก ไม่มีร้านอะไรเลย 

แต่มีเครื่องขายน้ำอัตโนมัติอยู่




รอในสนามบินสักพัก กระเป๋าไม่มาสักที

จนมีคนตะโกนอะไรสักอย่างเรียกออกไปข้างนอก


สรุปคือ กระเป๋า ไม่ขึ้นสายพานจ้า พนักงานเลิกงานละหรอ 55555

ต้องไปช่วยกันยกลงมาจากรถเข็นเอง





หลังจากได้กระเป๋ามา 

ก็เดินไปที่อาคารสำนักงาน AVIS ซึ่งอยู่ไม่ไกล

เพราะเราเช่ารถเจ้านี้ ผ่าน Booking มาแล้ว



เจ้าหน้าที่ AVIS เค้าจะมีเอกสารให้เราเซ็น ตรวจสอบใบขับขี่ แล้วก็รูดบัตรเครดิตกันวงเงินไว้ด้วย

กันไว้ 3,000 NOK 

แล้วเราก็ซื้อประกันแบบ Full Coverage ที่หน้าเคาน์เตอร์ได้เลย

ราคาวันละ 380 NOK เดี๋ยวเค้าหักจาก 3,000 NOK ที่กันไว้นั่นแหละ


จากนั้นก็ไปรับรถที่จุดจอดของ AVIS 


ได้น้อง Suzuki S-Cross สีแดงแปร๋นมา

เป็นรถแบบเติมน้ำมัน

จริงๆ ที่นี่รถไฟฟ้า หาง่ายกว่า และราคาถูกกว่า แต่เราขี้เกียจรอตอนชาร์จไฟ



ก่อนจะขับรถออกไป อย่าลืม ตรวจสอบรถให้ทั่วๆ ก่อน ทั้งด้านนอกด้านใน อัดวีดีโอไว้ด้วย

ถึงเราจะซื้อประกันไว้แล้ว ก็อย่าได้วางใจ เพราะมันไม่มีเอกสารอะไรออกให้เราเลย ว่ามีประกันด้วย 5555


ภายในรถ พวงมาลัยจะอยู่ฝั่งซ้าย 

และที่นี่เค้าขับเลนขวา 

ตรงข้ามกับบ้านเราทุกอย่าง 555 ต้องให้เวลาคนขับปรับตัวนิดนึงก่อน




พร้อมแล้ว ลุย!!!!!!!!!!!!!



สถานที่แรก ที่เราไปคือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต Extra ที่อยู่ใกล้สนามบินที่สุด



ร้านค่อนข้างใหญ่ มีของเยอะแยะ ให้เลือกซื้อ

ผัก ผลไม้ ของสดต่างๆ ขนม เครื่องดื่ม ฯลฯ

แต่ราคาก็ แพงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก




ในร้านแทบไม่มีพนักงานเลย

เป็น Self service แทบทุกอย่าง


ผลไม้บางอย่าง ที่ขายตามน้ำหนัก ก็ต้องเอามาชั่งเอง แปะป้ายเอง



ตอนจ่ายเงินก็ Self service

ถุงพลาสติกไม่ฟรีนะ ราคาประมาณ 6 NOK



จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต ได้เลย
เราเที่ยวที่นี่ ใช้บัตรเดรดิต/Youtrip ได้ 100% ไม่ได้ใช้เงินสดเลย แต่บัตรต้องเตรียมไปหลายๆ ใบหน่อย บางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้

จ่ายเสร็จ ได้ใบเสร็จมา ก็เอาบาร์โค้ดไปแตะที่เครื่องกั้น ถึงจะออกจากร้านได้


ตอนออกมาจาก Extra นั้น ฝนก็กำลังตกพอดี

อ่าวววววว คืนนี้ก็อดดูแสงเหนือแล้วสิ



จากนั้นก็ขับรถไปที่พัก ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินไป 10 นาที ใน Gravdal ชื่อ Cozy home 

ที่พักจะเป็นชั้นใต้ดินของบ้านเค้าอีกที แต่กว้างขวาง อุปกรณ์ครบ ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว ส่วนตัว และที่สำคัญราคาถูก



สำหรับอาหารมื้อแรกที่นี่ คือ มาม่า ที่เราอุตส่าห์หอบข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากไทย 😂




กินเสร็จ ก็ออกไปดูท้องฟ้าข้างนอก

ตอนนี้ ฝนหยุดตกแล้ว

ดาวเต็มฟ้าเลย

แต่ไม่เห็นแสงเหนือ


ด้วยความที่เราไม่เคยดูแสงเหนือมาก่อน ไม่มีไกด์ เลยไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง

แต่จากข้อมูล ของคนไทยที่เราเจอที่ Bodø  เล่าให้ฟัง

คือ ตรงไหนมีดาว ให้ถ่ายรูปตรงนั้นดู  เพราะตาเรามองไม่เห็น แต่กล้องมันเห็น


เราเลยถ่ายโช๊ะ ทุกจุดที่เห็นดาว 

ก็เห็นแต่ รูปดาวอ่ะ เต็มฟ้าเลย 5555 

ไหนแสงเหนือ




แต่จริงๆ คือ มันมีแสงเหนือ นะ แต่จางมากกกกกกกกกกกก ต้องเร่งแสงบนจอดู ถึงจะเห็น









ด้วยความที่ อยากเห็นแสงเหนือมากๆ

เราเลยตั้งนาฬิกาปลุกทุก ชม. เพื่อออกมาดูท้องฟ้า (ไม่สนแอป Aurora เลย)

ปลุกยัน ตี 4 ก็ยังไม่เห็นแบบเต็มๆ แถมยิ่งใกล้เช้า เมฆยิ่งเยอะ จนในที่สุด เมฆก็เต็มท้องฟ้า

โอเค ยอมแพ้ ไปนอนดีกว่า ลุ้นกันใหม่คืนถัดไป




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ʕ•ᴥ•ʔ ♡ ยืนงงในดงจีน ปี 2 : ประสบการณ์การซื้อยา Diamox ที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

ʕ•ᴥ•ʔ ♡ ยืนงงในดงจีน ปี 3 : Day 3 25th Harbin Ice and Snow World 冰雪大世界

ʕ•ᴥ•ʔ ♡ ยืนงงในดงจีน ปี 2 : Day 6 ภูเขาหิมะสือข่า [Shika Snow Mountain 石卡雪山] & วัดซงจ้านหลิน [Songzanlin Monastery 颂赞林寺]