มีร้านขายของกินนิดๆ หน่อยๆ
ตรงโซนนี้จะอุ่นมาก เพราะอยู่ในอาคาร
เดินออกจากอาคารไป จะเป็นชานชาลา
ตอนเรามาถึง เค้ากำลังฉีดน้ำทำความสะอาดพอดี เลยดูเปียกๆ
มีซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ด้านในนี้
จริงๆ ตามกำหนดการณ์ เราต้องขึ้นรถไฟที่ชานชาลาที่ 3
แต่พอใกล้ๆ เวลาออกเดินทาง มันเปลียนไปเป็นชานชาลาที่ 4
รู้สึกจะไม่ได้ยินเสียงประกาศอะไรนะ ให้เช็คบนหน้าจอเอา
พอถึงเวลาขึ้นรถไฟ เค้าจะเอาที่กั้นออก
เราก็เดินไปหาโบกี้
ซึ่งเราได้โบกี้ท้ายๆ เลย
ตอนจองผ่านแอพ Vy มันเลือกมาให้หมดเลย
บนรถไฟมีที่วางกระเป๋าท้ายๆ โบกี้ แต่มีขนาดไม่ใหญ่มาก
เราได้นั่งต้นขบวน ทำให้มีว่างสำหรับกระเป๋าเราพอดี
ภายในรถไฟ จะเป็นที่นั่งแบบ 2-2
หน้าต่างกว้าง ที่นั่งค่อนข้างกว้าง สามารถวางกระเป๋าลากใบกลางๆ ไว้ด้านหน้าได้เลย
ถัดจากโบกี้เราไป 1 โบกี้ จะมี Cafe ด้วย
รถไฟออกเดินทาง ลัดเลาะไปตามเขา
จะเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบ ภูเขา น้ำตก อยู่เรื่อยๆ
แต่รถไฟมุดอุโมงค์บ่อยมาก และทุกครั้ง สัญญาเน็ตก็จะหาย บางทีก็เจออุโมงค์ยาวมากๆ
จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋ว
ซึ่งเราพยายามเปิด QR Code ขึ้นมา แต่มันไม่ยอมเปิด
เราเลยยื่นหน้าจอ แสดงการจองให้ดูแทน ซึ่งเค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร
ลองพยายามเปิด QR อยู่สักพัก ถึงรู้ว่า
ข้อมูลมันจะอยู่ในเครื่องที่เราใช้ทำการจอง
ซึ่งเราดันใช้อีกเครื่องนึงจอง ก็เลยต้องเปิดจากเครื่องนั้น (แต่ข้อมูลการจองแชร์ระหว่างเครื่องได้)
หรือต้องโหลดจากเครื่องนั้นมายังเครื่องปัจจุบัน (แต่ตอนเจ้าหน้าที่มา เจออุโมงค์ยาวๆ ทำให้เน็ตหาย โหลดไม่ได้พอดี๊)
พอเราเปิด QR ได้ ก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ดู
เค้าก็ โอเคๆ ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่
รถไฟมีระบุที่นั่งไว้ แต่ถ้าตรงไหนยังว่างอยู่ ก็สามารถย้ายไปนั่งได้ชั่วคราวจนกว่า เจ้าของจะมา
และพอดีว่า รถไฟขบวนนี้ มันจะไปจอดป้ายถัดไปคือ Voss นู่นเลย
แปลว่า ระหว่างนี้ ไม่มีคนขึ้นมาแล้ว เราเลยสามารถนั่งที่ที่เล็งไว้ได้ยาวๆ ไปเลย
รถไฟใช้เวลา 1 ชม. ก็มาถึงสถานีรถไฟ Voss ตอนประมาณ 9.20
ซึ่งเราต้องรอรถบัส รถรอบ 10.10 ต่ออีก
อันที่จริงแล้ว มันจะมีรถไฟรอบถัดไป ที่มาถึงประมาณ 9.40 ซึ่งเป็นขบวนที่เค้าแนะนำ สำหรับคนที่จะมา Norway in a Nutshell
แต่เรากลัวว่า จะมีเวลาหลงที่ Voss น้อยเกินไป เลยเลือกขบวนก่อนหน้าแทน
เมือง Voss จริงๆ เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมเหมือนกันนะ
ตรงสถานีรถไฟ ก็เป็นที่เดียวกับสถานีขึ้นกระเช้าด้วย
เราจะมองเห็นกระเช้า พาดผ่านรถไฟขึ้นไปยังภูเขาด้านหลัง
รถไฟจะอยู่บนชั้น 2 ของสถานี
บรรยากาศของเมือง ยังมีฝนตกปรอยๆ
ด้านหน้าสถานี ค่อนข้างเงียบเหงา
ถัดออกไปด้านหน้า จะเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่
จากสถานีด้านบน สามารถลงลิฟต์ มายังชั้นล่าง (หรือใครจะลากกระเป๋าตรงทางลาดก็ได้)
พอเดินออกมา ให้เลี้ยวทางซ้ายมือ
มองหา Tourist Information
จะมีป้ายบอกทาง ไปยังป้ายรถที่จะไป Gudvangen (Norway in a Nutshell)
รถบัส 950 เป็นรถที่จะพาเราไปยัง ท่าเรือ Gudvangen เพื่อต่อเรือล่องตามฟยอร์ด ไปยัง Flam อีกที
รถบัสจะจอดที่ป้าย B
ตอนเรามาถึง มีแค่พวกเรา กับนักท่องเที่ยวอื่นอีกแค่ 2 คน
แต่พอรถไฟขบวนถัดไปมาถึง คนก็มากันเต็มเลย
มีทั้งมาเอง และมาเป็นกรุ๊ปทัวร์
คนเยอะมาก จนสงสัยว่า แล้วรถจะพอเหรอ
และที่สำคัญ เราเพิ่งนึกได้ว่า ไม่ได้ซื้อตั๋วไว้ เพราะมีคนบอกว่า ซื้อกับคนขับได้
แต่พอเห็นคนเยอะๆ เลยซื้อไว้ดีกว่า กลัวเต็ม
เราซื้อผ่านแอพ Entur เพราะ Vy มันไม่เปิดขาย และ Skyss มันบังคับให้ Login ก่อน
ค่าตั๋ว 76 NOK เหมือนจะถูกกว่าที่เคยเช็คมา
พอรถมาถึง คนก็กรูกันเข้าไป ที่รถ
เหมือนมันจะมีแถวนะ แต่จริงๆ ไม่มี โครตเบียด โครตแซง
แถมเจอคนที่มาจากกรุ๊ปเดียวกัน เค้ากันไม่ให้ขึ้นรถด้วย (แต่เรามาก่อนนนนนน 😡)
รถเป็นบัสขนาดใหญ่ มีที่วางกระเป๋าใต้ท้องรถ
และมันไม่ได้มีแค่คันเดียว เราเห็นประมาณ 3 คัน มาพร้อมกัน
ไม่มีการจองที่นั่ง มาก่อนได้ก่อน
โชว์ตั๋วให้คนขับรถตอนขึ้นมาบนรถ จากนั้นก็เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ
แนะนำให้นั่งฝั่งขวา
รถบัสจะพาเราผ่านเส้นทางธรรมชาติ ป่า เขา ทะเลสาบ แม่น้ำ
และขับไปเพียงไม่กี่นาที ก็กลายเป็นหิมะขาวโพลนนนนนน
เจอวิวหลากหลายรูปแบบจริงๆ
รถบัสใช้เวลา 1 ชม. ก็เดินทางมาถึงท่าเรือ Gudvangen
สำหรับคนที่พลาดคันนี้ มันจะมีรถบัสสายอื่นอยู่ แต่ว่า ไม่ได้มาจอดที่ท่าเรือโดยตรง
ต้องเดินมาอีกประมาณ 10 นาที
ส่วนบัส 950 คาดว่าจะจัดไว้สำหรับทริป Norway in a Nutshell โดยเฉพาะ
เรือจะมาถึงที่ท่าเรือประมาณ 12.00
เราจึงมีเวลาเดินเล่นที่ท่าเรือนี้อีก 1 ชม.
ที่นี่ จะมีร้านค้า ร้านของกินเล็กๆ น้อย มีที่ฝากกระเป๋าด้วย
แต่เราก็เลือก ลากกระเป๋าเดินเล่น แบบถึกๆ
ถัดจากท่าเรือ จะมี Viking Valley ด้วย แต่เราไม่ได้เข้าไป
ในที่สุดเรือก็มาถึง
ทุกคนก็พากันไปเข้าแถวที่ท่าเรือ
จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วก่อนขึ้นเรือ
เข้ามาบนเรือแล้ว ก่อนอื่น ต้องเอากระเป๋าไปเก็บไว้ในช่องเก็บกระเป๋า
ไม่อนุญาตให้ลากกระเป๋าไปมาบนเรือ
ถัดจากจุดฝากกระเป๋า ก็จะเป็นโซนของกิน ราคาจะแพงกว่าปกติหน่อย (ซึ่งปกติก็แพงอยู่แล้ว 😑)
เดินผ่านจุดขายของกินไป จะเป็นโซนที่นั่งบนเรือชั้นแรก
ถ้าเดินไปจนสุด จะเป็นที่นั่งวิวพาโนรามา (แต่เดินออกไปนอกเรือ วิวสวยกว่า)
มีประตูเปิดไปด้านนอกเรือ
ชั้นบนจะไม่มีร้านขายของกิน แต่มีห้องน้ำ และสามารถเปิดประตูออกไปด้านนอกได้
รอบๆ เรือ จะเป็นทางเดินวนๆ จากชั้น 1 ไปยังชั้นบนสุดของเรือได้
ทุกจุดสามารถชมวิวได้หมด
กัปตันเรือของเรา
ออกเดินทางได้ !!!!!
จุดชมวิวฮอตฮิตที่สุด คงหนีไม่พ้น ด้านหน้าของเรือ ทั้ง 2 ชั้น
แต่เราว่า ชั้นล่าง คนน้อยกว่า และพื้นที่กว้างกว่า
ข้างนอกมีฝนตกปรอยๆ ตกๆ หยุดๆ
แต่ลมแรงมากกกกกกกกกกกกกกกก
ช่วงแรกๆ คนจะมาเดินข้างนอกกันเยอะหน่อย
แต่สักพัก ก็จะโล่งแล้ว ไม่ต้องกลัวเบียดเสียด
เรือจะแล่นผ่าน Nærøyfjord เป็นฟยอร์ดที่แคบและงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดย UNESCO ร่วมกับ Geirangerfjord
ระหว่างทาง นอกจากหุบเขาที่รายล้อมอยู่
เราจะพบหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมฟยอร์ดด้วย
ระหว่างทาง เรือจะหันหัวเรือมายัง Lægdafossen น้ำตกที่สูงและงดงามที่สุดในฟยอร์ดแห่งนี้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันแบบชัดๆ
ระหว่างอยู่บนเรือ เราแทบจะไม่ได้เข้าไปด้านในเรือเลย เดินไปเดินมาอยู่ข้างนอก
ช่วงกลางๆ การเดินทาง คนจะเริ่มออกมาด้านนอกกันน้อยลง
ส่วนนึงคือ ไปหาอะไรกินข้างในกันหมด และข้างนอกมันหนาวมาก ลมก็แรงอีกด้วย
พอเริ่มใกล้ถึง Flåm ฟ้าก็เริ่มเปิด
มีแสงแดดสาดส่องลงมาบ้างแล้ว
และคนในเรือก็พากันออกมาถ่ายรูป
ส่วนเราจองตั๋วไปจุดชมวิว Stegastein (เพราะถ้าฟ้าปิด ฝนตก เรากะว่าจะไม่ไป)
จองผ่าน เว็บ Norwaybest ได้เลย ราคา 430 NOK ต่อคน
เรือใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ก็มาถึง Flåm รู้สึกจะมาถึงก่อนเวลานิดหน่อยด้วย
เนื่องจากว่า เดี๋ยวเราต้องนั่งรถไปยัง จุดชมวิว Stegastein ตอน 14.30 กลัวจะไม่ทัน
โรงแรมอยู่ใกล้ท่าเรือมาก ประมาณ 200-300 เมตร เดินไม่ถึง 5 นาที ก็มาถึงโรงแรม
และโชคดีที่วันนี้คนน้อย ก็เลยสามารถเช็คอินและเข้าห้องพักได้เลย
จากนั้นก็ทำธุระส่วนตัว เก็บของ ใช้เวลารวมๆ ไม่ถึง 15 นาที
ก็เดินกลับที่ Tourist Center
รถตู้ไปยัง จุดชมวิว Stegastein จะจอดที่ Bus Stop C ซึ่งอยู่ระหว่าง Tourist Center กับสถานีรถไฟ Flåm
พอถึงเวลารถออก คนขับก็เรียกขึ้นรถ
รถจะไปรับจอดรับส่งคนที่หมู่บ้าน Aurland ก่อน
ใช้เวลาครึ่งชม. ก็มาถึงจุดชมวิว
ด้านบนมีห้องน้ำนะ ไม่ต้องกังวล
รถจะให้เวลาเราประมาณ 30 นาที
คนไม่เยอะ ชมวิวได้สบายๆ
จากนั้นก็นั่งรถกลับมายัง Tourist Center อีกครั้ง
ช่วงเย็น เรามีเวลาเหลือเฟือ
เลยเลือกเดินสำรวจแถวๆ Tourist Center และหมู่บ้าน
ในอาคาร มีร้านเบเกอรี่ ร้านขายของที่ระลึก
รอบๆ อาคาร ก็จะมีร้านขายของ ร้านอาหาร โรงแรมอื่นๆ
มีซุปเปอร์มาร์เก็ต Coop อยู่ด้วย
หากเดินข้ามลำธารไป ก็ยังมีบ้านเรือนอยู่ประปราย
หมู่บ้านไม่ใหญ่มาก และเงียบสงบดี
กลับมาที่บริเวณ Tourist Center อีกครั้ง
ด้านหลัง จะมีซุ้มขายเครื่องดื่มและของกินอยู่หลายร้าน แต่เปิดเพียงไม่กี่ร้าน
บรรยากาศวันนี้ดูเงียบๆ
เราไม่แน่ใจว่า เพราะเป็นช่วงโลวซีซั่น หรือเพราะสถานการณ์สงครามอิหร่านกันแน่
เราเลือกร้านนี้
เค้าเอารถบัสมาตกแต่งเป็นร้านอาหาร
สั่งพิซซ่ามากินกัน
เห็นแบบนี้ จานมันใหญ่มากเลยนะ
มื้อนี้หมดไปประมาณ 400 NOK
จากนั้นก็เดินกลับไปพักที่โรงแรมสักนิด เมื่อยแล้ว ขอพัหน่อย
หายเหนื่อยแล้ว ก็ลุยกันต่อ
เย็นนี้ เราจะเดินไปที่จุดชมวิว ซึ่งอยู่บนเขาด้านหลังโรงแรม
ทางเดินไม่ชันมาก
ระยะทางไม่ไกลเท่าไหร่
แต่เหนื่อย
ถ้ามาถูกช่วงเวลา อาจจะได้เห็นเรือสำราญมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ด้วย
พอใกล้ค่ำ ก็เดินกลับ
มันจะมีทางแยกไปอีกฝั่งด้วยนะ ตะกี้เราเดินทางฝั่งซ้าย
ลงมาถึงด้านล่าง ก็เดินต่อไปยัง โรงแรม Flåm Marina ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของ Tourist Center
ตอนนี้น่าจะประมาณ 1 ทุ่มแล้ว เพราะเรือล่องฟยอร์ดรอบสุดท้าย เดินทางมาถึงที่หมู่บ้านเรียบร้อย
หน้าโรงแรมมีซาวน่าด้วย
ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว เราก็แวะกินข้าวเย็นที่นี่ (พิซซ่าตะกี้ไม่นับ)
ราคาอาหารแรงใช้ได้
สั่งปลาแซลม่อน กับชุดไก่ย่างสำหรับเด็กมา
ถึงจะบอกว่าเป็น Kid set แค่ปริมาณไม่เล็กนะ เกินอิ่มไปไกลมาก
มื้อนี้หมดไปประมาณ 800 NOK
กินเสร็จฟ้าก็มืดพอดี
คืนนี้ ฟ้าเปิดมากกกกก
ถ้า KP สูงๆ เราน่าจะมีโอกาสได้เห็นแสงเหนือที่นี่
.... แต่ วันนี้ KP 2 นิดๆ เอง 😓
โรงแรมโดดเด่นมาแต่ไกล
ในโรงแรมดูเงียบเหงาไปหน่อย เหมือนฝั่งที่เราพักอยู่จะมีคนพักแค่ 2-3 ห้อง เอง
จบการเดินทางของวันนี้
พรุ่งนี้เราต้องเดินทางกันต่อยาวๆ เพือกลับไปยัง Oslo !!!!!
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น