ʕ•ᴥ•ʔ ♡ ล่าแสงเหนือ Norway : Day 10-11 Oslo Walking Tour

 




Day 10-11 Oslo Walking Tour

21-22 มีนาคม 2569


เช้าวันนี้ จะเป็นวันสุดท้ายของทริปที่ได้เที่ยว

พรุ่งนี้เราต้องกลับไทยแล้ววววววว 😟


เราออกจากโรงแรม แล้วเดินตรงไปยังป้ายรถบัส เพื่อนั่งรถไปยังร้านเบเกอรี่ Fuglen Coffee Roasters



รถบัสจะจอดที่ป้าย Harald Hårdrådes plass และเราต้องมุดทางรถไฟไป
แอบตะลึงกับทางเดินนิดหน่อย นึกว่าอยู่เมืองไทย 😅




เดินต่ออีกประมาณ 300 เมตรก็มาถึงร้าน
เรามาถึงตอนที่ร้านกำลังเปิดพอดี มีคนมารอคิวเข้าร้านกันแล้ว

Fuglen Coffee Roasters คือแบรนด์ร้านกาแฟชื่อดังและโรงคั่วกาแฟระดับพรีเมียมของ Oslo 
โดดเด่นในเรื่องกาแฟคั่วอ่อน ที่ดึงรสชาติและเอกลักษณ์ผลไม้ของเมล็ดกาแฟออกมาได้อย่างชัดเจน

แม้จะมีต้นกำเนิดที่ Oslo แต่แบรนด์นี้กลับได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยเฉพาะสาขาในย่านชิบูย่า จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของคอกาแฟที่ต้องไปเยือน



ภายในร้าน ไม่ใหญ่มาก มีที่นั่งไม่เยอะเท่าไหร่ 



อาหารเช้าของเรา
มื้อนี้หมดไป 271 NOK

กินเสร็จ ก็นั่งรถกลับมาที่สถานี Oslo S

ถ่ายรูปกับรูปปั้นพี่เสือ The Tiger ที่ตั้งอยู่หน้าสถานี เป็นเสือขาดสารอาหาร ผอมแห้งเห็นกระดูกเลย


The Tiger เป็นผลงานประติมากรรมสำริด เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 1,000 ปีของเมืองออสโล 

เหตุผลที่เมืองนี้มีรูปปั้นเสือและได้รับฉายาว่า "Tigerstaden" (เมืองแห่งเสือ) มีที่มาจากบทกวีหนึ่งที่เปรียบเทียบเมืองหลวงว่าเป็นเสือที่ดุร้าย 

แต่ในปัจจุบันภาพลักษณ์นี้เปลี่ยนไปในทางบวก สื่อถึงความมีชีวิตชีวา ความปลอดภัย และความเจริญรุ่งเรืองของเมือง


จากนั้น ก็เดินเล่น ไปตามเส้นถนน Karl Johans

Karl Johans gate เป็นถนนสายหลักและถนนคนเดินที่เก่าแก่ที่สุดใน Oslo
ทอดยาวตั้งแต่สถานีรถไฟ Oslo S ไปจนถึง Royal Palace 

ตลอดเส้นทางจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านแบรนด์เนม และสถาปัตยกรรมที่สำคัญ


บริเวณอาคารตลาดเก่าแก่ (Kirkeristen) ติดกับถนนคนเดิน Karl Johans Gate


มหาวิหารแห่งออสโล (Oslo Cathedral หรือ Oslo domkirke)


Brannvakten (อาคารเฝ้าระวังอัคคีภัย) เป็นอาคารประวัติศาสตร์สไตล์นีโอโรแมนติกที่ตั้งอยู่บริเวณหน้ามหาวิหารออสโล (Oslo Cathedral)



IKEA Karl Johan
เป็น Store ขนาดกระทัดรัดของอิเกีย จำหน่ายของแต่งบ้านชิ้นเล็กๆ และมีโซนอาหารให้เลือกซื้อ





ถนนทอดยาวไปจนเห็น Royal Palace อยู่เบื้องหน้า



มีรูปปั้นต่างๆ ตั้งอยู่ระหว่างทาง และหน้าอาคารต่างๆ 
ซึ่งมักจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ โดนนกขรี้ใส่หัว 😂


ร้าน WAY NOR ร้านขายของฝาก ของที่ระลึก
สามารถทำ Tax Refund ได้


Norwegian Parliament หรือ อาคารรัฐสภานอร์เวย์ มีชื่อเรียกในภาษานอร์เวย์ว่า สตูติงเงอ (Stortinget)




 
Oslo City Hall (ศาลาว่าการกรุงออสโล) คือ อาคารเทศบาลและสถานที่ทำงานของสภาเมือง Oslo


โรงละครแห่งชาติ (National Theatre) เป็นสถานที่จัดแสดงและส่งเสริมศิลปะการแสดงระดับประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ สืบทอด และเผยแพร่วัฒนธรรม


บริเวณหน้าห้องสมุด Europarettsbiblioteket มีบริการรถ Hop-On Hop-off ด้วย


มุมต่างๆ ของ National Theater




Oslo Royal Palace หรือ พระราชวังหลวงในกรุงออสโล เป็นพระราชวังและที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์นอร์เวย์ สร้างขึ้นในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงดงามและเดินเล่นในสวนสาธารณะโดยรอบ


หลังจากที่เราเดินไปจนถึง Royal Palace แล้ว ก็เดินกลับทางเดิม
เพราะจะไปช็อปปื้ง ซื้อของฝากกัน


เริ่มจากที่แรก ร้าน Freia ร้านช็อคโกแลตขึ้นชื่อของที่นี่
ว่ากันว่า ที่สาขานี้ จะมีสินค้าที่แปลกๆ ไม่ได้มีวางขายที่อื่นอยู่
ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าคืออะไรหรอกนะ 5555 ซื้อแต่ของที่เค้าแนะนำกันมา




จากนั้นก็ไปแวะร้าน WAY NOR กันต่อ
ที่นี่จะเป็นร้านขายของที่ระลึก มีของเยอะมาก มีทั้งหมด 2 ชั้น 
นอกจากของที่ระลึกพวกแม่เหล็ก แก้ว ฯลฯ ก็มีเสื้อผ้า หมวก กระเป๋า ฯลฯ ขายด้วย

สามารถทำ Tax Refund ได้ เมื่อมียอดซื้อถึง 315 NOK โดยแจ้งพนักงานพร้อมยื่น Passport ให้
หลังจากนั้น พอไปที่สนามบิน ก็ไปทำ Tax Refund ที่เคาน์เตอร์ เพื่อรับเงินคืนเข้าบัตรเครดิต

เราเดินอยู่ในนี้เป็นชม. เลย นอกจากของจะเยอะแล้ว มันยังแพงมากกกกกก จนต้องใช้เวลาตัดสินใจกันนานหน่อย 😏


พอใกล้เที่ยง ผู้คนเริ่มออกมาเดินถนนเส้นนี้กันมากขึ้น
ตอนขามายังไม่คอยมีคนเลย พอจะเดินกลับ คนเต็มถนนเลย




หลังจากเอาของไปเก็บที่โรงแรมเสร็จแล้วก็เดินกลับมาที่ถนน Karl Johans gate อีกครั้ง

แวะซื้อขนมที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต และนั่งกินอยู่หน้าร้าน

บริเวณนี้ จะมีพวกขอทานมายืนขอเงินกันเยอะด้วย ค่อนข้างฮาร์ดเซลล์ เพราะเค้าจะเดินมาขอกับเราตรงๆ เลย แต่ปฏิเสธไป


หลังจากนั้นก็นั่งรถไปที่ The Vigeland Park ต่อ

The Vigeland Park (สวนวิเกลันด์) หรือ Vigelandsparken เป็นสวนประติมากรรมกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก 
สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินคนเดียว คือ Gustav Vigeland 
ภายในสวนจัดแสดงผลงานศิลปะกว่า 200 ชิ้นที่สะท้อนถึงวงจรชีวิตมนุษย์


ส่วนมีขนาดใหญ่มากกกกกก



สะพาน (The Bridge) เป็น จุดจัดแสดงผลงานรูปปั้นสำริดกว่า 58 ชิ้นที่เรียงรายอยู่สองข้างสะพาน ซึ่งสื่อถึงความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ของมนุษย์


น้ำพุ (The Fountain) เป็น กลุ่มรูปปั้นบรอนซ์ที่ล้อมรอบด้วยอ่างน้ำพุ แสดงถึงวัฏจักรของต้นไม้แห่งชีวิตและความตาย


เสาหินโมโนลิธ (The Monolith): แท่งหินแกรนิตขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของสวน แกะสลักเป็นรูปผู้คนกว่า 121 ชีวิตที่กำลังปีนป่ายพยายามขึ้นไปสู่ด้านบน สื่อถึงการดิ้นรนและการแสวงหาทางจิตวิญญาณ


The Wheel of Life หรือ "วงล้อแห่งชีวิต" เป็นประติมากรรมรูปวงกลมที่ทำจากทองสัมฤทธิ์ ประกอบด้วยร่างมนุษย์ชาย หญิง และเด็ก ที่เกี่ยวพันกันจนกลายเป็นวงกลม




The triangle statue หรือรูปปั้นสามเหลี่ยม ประกอบด้วยร่างมนุษย์เปลือย 3 คนที่มีท่าทางเชื่อมโยงกันอย่างแปลกตา บิดโค้งจนเกิดเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม


หลังจากชมรอบๆ สวนเสร็จ เราก็เดินกลับมารอรถที่ป้าย เพื่อขึ้นรถไปลงที่ป้าย Nationaltheatret



สถานีรถไฟ Nationaltheatret เป็นสถานีรถไฟขนาดใหญ่ สามารถนั่งรถไฟไปสนามบินได้

เราแวะเข้าห้องน้ำที่นี่ 
เป็นห้องน้ำแบบเสียเงินนะ จริงๆ ต้องเสีย 10 NOK 
แต่ตอนไปถึง คนที่เค้าเพิ่งออกมา เค้าช่วยเปิดประตูค้างไว้ให้ เลยไม่ได้เสียเงินเลย 😊



จากนั้นก็เดินลัดเลาะริมท่าเรือ ไปเรื่อยๆ




Untuned Bell เป็นผลงานศิลปะจัดวาง (Public Art) เชิงเสียงแบบอินเทอร์แอคทีฟ

ผู้คนสามารถเดินไปเหยียบแป้นเหยียบกีตาร์ (Guitar Pedal) ที่อยู่ข้างเสา เพื่อทำให้ระฆังใบนี้ส่งเสียงก้องกังวานออกมาได้




ป้อมปราการอาเคอร์ชูส Akershus festning
ซึ่งตอนแรกเราตั้งใจว่าจะแค่ถ่ายรูปจากท่าเรือพอ ไม่เดินขึ้นไปบนนั้น แต่สุดท้ายก็ไปจนได้

หลังจากเดินโต๋เต๋ที่ท่าเรือสักพัก ก็เดินขึ้นเนินไปยังป้อม Akershus


ทางเดินส่วนใหญ่ ขึ้นเนิน 

เหนือยมากกกก



ป้อมปราการอาเคอร์ชูส (Akershus festning) หรือปราสาทอาเคอร์ชูส (Akershus slott) เป็นปราสาทและป้อมปราการยุคกลางที่ตั้งอยู่ใจกลาง Oslo เพื่อใช้ปกป้องเมืองหลวงจากการรุกราน
ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงดงาม เดินเล่นพักผ่อน และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์กองทัพนอร์เวย์ (Forsvarsmuseet) อีกด้วย
พื้นที่บางส่วนนั้นยังคงถูกใช้งานโดยกองทัพ และใช้เป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธีที่สำคัญของประเทศ










จากนั้นก็เดินต่อยาวๆ ไปจนถึงท่าเรือตรงข้าม Munch และ Opera House



เดินขึ้นไปด้านบน Opera House กันบ้าง







แล้วเราก็เดินต่อไปที่ร้าน Koie Ramen เหมือนเดิม แอบติดใจในรสชาติ 😋 และขี้เกียจหาร้านอื่นแล้ว



มื้อนี้หมดไป 640 NOK




พอกินเสร็จ เดินออกจากร้าน ก็ค่ำพอดี
เราไปรอรถที่ป้าย Bjørvika เพื่อนั่งรถรางไปยัง Ekebergparken



รถใช้เวลาไม่นานก็มาถึง Ekebergparken และเหมือนคนในรถจะรู้ว่าเราต้องการจะไปที่ไหน ก็เลยชี้บอกทางกันใหญ่




Ekebergparken (สวนประติมากรรมเอเคเบิร์ก) คือสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งบนเนินเขา
จัดแสดงผลงานประติมากรรมระดับโลกท่ามกลางธรรมชาติ ผสมผสานศิลปะ ประวัติศาสตร์ และมีจุดชมวิวที่มองเห็นอ่าวออสโลได้อย่างสวยงาม


แต่เรามาตอนมืดแล้ว เรื่องประติมากรรมต่างๆ ก็ตัดไป
เหลือแค่จุดชมวิวอย่างเดียว

เราต้องเดินขึ้นเนินต่อไปอีก ซึ่งถึงแม้จะมีไฟส่องสว่าง แต่ก็ยังรู้สึกว่า มืดและแอบน่ากลัวเล็กน้อย เพราะไม่มีคนเลย


พอมาถึงบริเวณจุดชมวิว ก็พบว่า มีคนอยู่บนนี้เต็มเลย
ที่นี่นอกจากจะมีจุดชมวิวแล้ว ยังมีร้านอาหาร Ekebergrestauranten อยู่ด้วย


ชมวิวอ่าวออสโล ยามค่ำคืน

คืนนี้มองเห็นพระจันทร์ด้วย 🌙





Opera House ที่ซ่อนตัวอยู่หลังตึก Munch


ชมวิวจนพอใจ ก็เดินกลับมารอรถที่สถานีเดิม
สภาพสถานีแอบน่ากลัวไปนิดนึงนะ 😳



ลงที่ป้ายหน้าสถานี Oslo S ได้เลย
จากนั้นก็เข้าไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตด้านในสถานีเพื่อเป็นของฝากกลับไทย

เสร็จแล้วแวะทักทายพี่เสือ ก่อนกลับโรงแรม



เช้าวันต่อมา เป็นวันที่เราต้องเดินทางกลับไทยแล้ว

หลังจากเช็คเอาต์เรียบร้อย ก็ลากกระเป๋ามาที่สถานี Oslo

กินอาหารเช้าที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตในสถานี


รถไฟไปสนามบิน เราเลือกจองตั๋วรถไฟทั่วไปผ่าน Vy เพราะราคาถูกกว่า Airport Express และใช้เวลาเดินทางพอๆ กัน 
ได้ตั๋วมาในราคา 134 NOK ต่อคน


ในสถานีมีที่นั่งไม่มากนัก เราเลยเลือกเดินไปที่ชานชาลาเลยดีกว่า

ชานชาลาพอมีที่นั่งอยู่บ้าง แต่ก็แลกกับอากาศที่ค่อนข้างหนาวทีเดียว



ตั๋วรถไฟ ไม่ระบุที่นั่ง 
แต่บางครั้งที่นั่งก็มีคนจองมาแล้ว ถ้ามีคนแสดงตัวเป็นเจ้าของที่นั่ง เราก็ต้องลุกให้เค้า
ซึ่งโชคดีที่เราได้นั่งตลอดเส้นทาง


รถไฟใช้เวลาแค่ 20 นาที นิดๆ ก็มาถึงสนามบิน





ป้ายที่คุ้นเคย


เมื่อเดินขึ้นบันไดเลื่อนมา ก็ต้องมาทำ Tax Refund ก่อน
ให้เลี้ยวซ้าย แล้วเดินไปจนสุด จนถึงประตู 10 จะเจอเคาน์เตอร์ให้บริการทำ Tax Refund


หลังจากนั้นก็ไปเช็คอินที่เครื่อง Kios แต่รอบนี้ต้องใช้ Passport ในการยืนยันตัวตนด้วย


แล้วก็โหลดกระเป๋า

จากนั้นก็เข้าช่องตรวจสัมภาระ รอบนี้ใช้เวลานานมากกว่าจะตรวจเสร็จ


เมื่อเดินเข้ามาด้านในฝั่งผู้โดยสารขาออก เราจะเจอร้าน Tax Free ดักไว้
แน่นอนว่าเราก็เสียตังค์อีกแล้ว 😆

ห้องน้ำที่สนามบินจะอยู่ชั้นล่างนะ ต้องกดลิฟต์ลงไป


ขากลับ เราได้จองเลาจ์ผ่าน Trip.com มา

เลาจ์จะอยู่ชั้นบน โดยจะมีทางขึ้นอยู่ก่อนถึงทางไป Gate E



ซึ่งตอนแรก เรางงตรงนี้มาก นึกว่าเลาจ์จะอยู่หลังจากตรวจ Passport เรียบร้อยแล้วซะอีก 

แต่พอไปถามเจ้าหน้าที่ เค้าบอกว่า มีเลาจ์แค่ตรงนี้ที่เดียว

แปลว่า เราต้องกะเวลาเผื่อตอนเข้าตม. ด้วย

ซึ่งหน้าเลาจ์จะแนะว่าให้เราเผื่อเวลาอย่างน้อยครึ่งชม. (แต่ขอบอกว่า เกือบไม่ทันนนนนน)


ในเลาจ์จะมีของกินให้เลือกไม่มากนัก 

มีปลั๊กให้ชาร์จไฟตามที่นั่ง

และจอแสดงไฟท์บินต่างๆ




หลังจากกินเสร็จ เราก็เดินต่อไปทาง Gate F
ซึ่งก่อนจะถึง Gate เราต้องผ่านตม.ก่อน

ตอนแรกก่อนจะไปที่เลาจ์ แถวตม. แทบไม่มีคิว
แต่พอเราออกมาปุ๊บ แถวยาวเหยียดเลย
และเจ้าหน้าที่ก็น้อยมาก เปิด แค่ 2 ช่องเอง อาจจะเป็นเพราะเป็นช่วงพักเที่ยงด้วย
กว่าแถวจะขยับแต่ละคน โครตลุ้นเลย 😱


ใช้เวลาเกือบครึ่งชม. ถึงได้คุยกับตม.
ลุ้นแค่ไหน คือ เรา Boarding ตอน 12.40 แต่ได้เจอตม. ตอน 12.35 
พอยื่น Passport ให้ เค้าก็ถามว่า เราขึ้นเครื่องกี่โมง เราก็บอกว่า 12.40 (ช่วยเร็วหน่อยค่ะ)
ปรากฎว่า นางยิ้ม ... แล้วชวนคุย .... เจ๊!!!!!! ชั้นรีบ 😡

พอหลุดจากตม. ไปได้ ก็เดินสับตีนแตก มาถึงหน้าเกต ประมาณ 12.45 
คือเกินเวลาแหละ แต่ว่า เค้าเพิ่งเรียกขึ้นเครื่อง คนก็รอคิวกันเยอะมาก
แล้วตั๋วเรามัน Priority ต่ำ เลยเรียกขึ้นเครื่องช้ากว่าเพื่อน
ยังมีเวลาเหลือไปเข้าห้องน้ำ ได้อยู่ 😰



คราวนี้ได้นั่งที่นั่งตรงโซนกลาง เพราะตอนจองตั๋วเครื่องบินเราลืมจองที่นั่ง 
มาจองอีกทีใกล้จะบินมา Oslo
จำได้ว่า ได้นั่งคนละแถวนะ แต่พอเช็คอิน มันได้นั่งแถวเดียวกันเฉยเลย



จบทริปนอร์เวย์ อย่างเป็นทางการ คาดว่าจะพักกันยาวๆ เพราะตังค์หมดแล้ววววววววว 😅






















ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ʕ•ᴥ•ʔ ♡ ยืนงงในดงจีน ปี 3 : Day 3 25th Harbin Ice and Snow World 冰雪大世界

ʕ•ᴥ•ʔ ♡ ยืนงงในดงจีน ปี 2 : ประสบการณ์การซื้อยา Diamox ที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

ʕ•ᴥ•ʔ ♡ ยืนงงในดงจีน ปี 2 : Day 6 ภูเขาหิมะสือข่า [Shika Snow Mountain 石卡雪山] & วัดซงจ้านหลิน [Songzanlin Monastery 颂赞林寺]