แต่พอมีรถมา แล้วอีกฝั่งไม่มีรถ มันก็จะเปลี่ยนเป็นไฟเขียวให้
เป็นหมู่บ้านที่มีช่างภาพ อยู่ในทุกช่วงเวลา
หมู่บ้าน Hamnøy กับอากาศสดใส
วันนี้ไม่ปวดขาแล้ว เดินขึ้นเสาโทร สักหน่อยก็ได้
เริ่มสายแล้ว ได้เวลากลับที่พัก
วันนี้เราต้องกลับไปที่ Leknes เพื่อต่อเครื่องไป Tromsø
โดยจะต้องออกจากที่พัก ไม่เกิน 09.30 เพื่อให้ทันเวลาเปิดของอุโมงค์ Nappstraum Tunnel
ซึ่งขาไป Leknes อุโมงค์จะเปิดให้ผ่าน ทุกๆ ครึ่งของชั่วโมง เช่น 09.30, 10.30, 11.30
เมื่อรถขับผ่านหมู่บ้าน Napp มา ก็จะพบกับท้ายแถวที่รอคิวข้ามอุโมงค์เช่นกัน
คราวนี้เรามาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะไม่แวะพักเลย
มาถึงประมาณ 10 โมงกว่าๆ แค่นั้น เลยได้แต่นั่งรถอยู่ในรถ
เมื่อได้เวลา รถก็เริ่มเคลื่อนขบวน
รถนำขบวน มาจอดข้างทาง หลังจากออกจากอุโมงค์เรียบร้อย
หลังจากออกจากอุโมงค์ เราจะเจอ จุดชมวิว Skreda
ตรงนี้มีลานจอดรถ ห้องน้ำฟรี แถมมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งพักด้วย
คนที่ต่อคิวจะข้ามไปฝั่ง Napp บางคนก็เอารถมาจอดรถที่นี่แทน รอให้เคลื่อนขบวน ค่อยตามไปสมทบ
จากนั้นเราก็ขับไปยังห้าง Extra อีกครั้ง เพื่อคืนขวด และแวะกินข้าวกลางวัน
มื้อกลางวันของเราวันนี้ คือ Burger King
มื้อนี้ถือว่าโดนไปเบาสุดแล้วมั้ง 239 NOK หรือ ประมาณ 820 บาท
หลังจากกินข้าวเรียบร้อย ก็ขับรถไปที่ปั๊มน้ำมัน ตรงทางเข้าสนามบิน
แต่มันมีคิว 2-3 คิว มีตู้เดียว เลยขับกลับเข้ามาในเมืองอีกที
การเติมน้ำมันที่นี่ ก็ต้องทำเองทุกอย่าง มีคู่มือบอก
ราคาน้ำมันยังไม่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม และยังไม่มีใครแย่งกันเติม
เสียค่าน้ำมันไป 580 NOK หรือประมาณ 2,000 บาท (ขับ 4 วัน)
จากนั้นก็เอารถมาคืน
เราคืนรถที่บริเวณจุดคืนรถหน้าสำนักงาน ไม่ได้เข้าไปที่สนามบิน (และไม่ควรเข้าไป)
ถ่ายรูปและวีดีโอรอบรถอีกครั้งเพื่อเป็นหลักฐาน แล้วก็เอากุญแจไปหย่อนคืนที่ตู้ Key Box
เสร็จแล้วก็ลากกระเป๋ามาที่สนามบิน
ภายในสนามบิน เล็กนิดเดียว
มีห้องน้ำ และตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติ
แทบไม่มีพนักงานอยู่เลย
พอได้เวลาเช็คอิน จะมีเจ้าหน้าที่มารอที่เคาน์เตอร์นี้
ให้เรายื่น QR หรือรหัสการจองให้พนักงาน เค้าก็จะออกตั๋วให้
แล้วโหลดกระเป๋ากันตรงนี้
จากนั้นก็เดินเข้าช่องทางซ้ายมือ และสแกนกระเป๋าทีละคน
เนื่องจากเจ้าหน้าที่น้อยมาก มีคนตรวจกระเป๋าตรงจอมอนิเตอร์แค่คนเดียว
ซึ่งต้องตรวจทั้งกระเป๋าโหลดและกระเป๋าขึ้นเครื่อง เค้าเลยให้คนเดินผ่านเข้าเครื่องสแกนทีละคน
ตอนเช็คกระเป๋าขึ้นเครื่อง ต้องเอาพวก PowerBank Notebook เครื่องสำอางค์ อะไรที่เป็นขวดๆ อ่ะ ออกมาโชว์นอกกระเป๋าให้หมด
แล้วก็ต้องดูว่ากระเป๋าโหลดของตัวเอง ผ่านรึเปล่า ไม่งั้นจะโดนตามตัวกลับมาอีกรอบ
หลังจากตรวจกระเป๋าทุกอย่างเรียบร้อย ก็เข้ามารอที่ฮอลด้านใน
ด้านในมีห้องน้ำ ที่ชาร์จไฟ เครื่องขายน้ำอัตโนมัติ
อากาศในนี้อบอุ่นจนร้อนเลยล่ะ
พอได้เวลาขึ้นเครื่อง ก็รีบไปต่อแถว
เที่ยวบิน Widerøe WF816 เป็นเครื่องบินเล็ก มีใบพัด
และที่นั่งเป็นแบบ Free Seat ใครมาก่อน ได้เลือกก่อนอีกแล้ว ซึ่งรอบนี้เราจะไม่พลาด 😁
ได้เลือกที่นั่งสมใจ
แนะนำให้นั่งฝั่งขวานะ
อุตส่าห์ได้เลือกที่นั่งทั้งที
พอเครื่องเริ่มบินปุ๊บ ..... เจอแต่เมฆ 😂 5555
นู้นนนน พอใกล้ถึง Tromsø และเครื่องบินต่ำลง ถึงจะเริ่มเห็นวิว
เครื่องบินใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบิน Tromsø lufthavn
เดินดุ่มๆ ทะลุมาเกตเดียวกับผู้โดยสารขาออกเลย
ที่นี่ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าจริงๆ อะไรแชร์ได้ก็แชร์
จากนั้นก็มารอรับกระเป๋า ซึ่งรู้สึกว่ารอนานไปหน่อยนะ
พอรับกระเป๋าเสร็จ ก็มองหาป้าย Exit
พอเจอประตูทางออก ยังไม่ต้องออกไปข้างนอกนะ เพราะเราจะเข้าเมืองด้วยรถบัสสาธารณะ
ถ้าออกไปจะเจอเฉพาะที่เป็น Airport Express ซึ่งราคาแพงมากกกกกกก
พอเจอประตูทางออก ให้เราเดินต่อไปอีกนิด
จะเจอลิฟต์ ลงไปยังลานจอดรถ
กดลิฟต์ลงไปชั้นล่างเลย
หรือถ้าใครไหว เดินออกจาก Exit แล้ว เดินลงบันไดเลยก็ได้ แต่เราไม่ไหว 😔5555
พอลงมาถึงลานจอดรถ ให้มองหาป้าย Public Bus
มันจะต้องเดินทะลุลานจอดรถออกไปด้านนอก
เห็นป้ายรถบัสแล้ว
แต่ป้ายรถบัสสำหรับเข้าเมือง ต้องข้ามถนนไปรออีกฝั่งนะ
ระหว่างนี้ เราเข้าแอพ Svipper แล้วซื้อตั๋วรถ
แบบรายเที่ยว 50 NOK แบบ Day pass (24 ชม.) 140 NOK
เราเลือกแบบ Day pass เพราะคาดว่าจะได้ใช้เกิน 3 เที่ยว
สามารถซื้อและจ่ายด้วยบัตรเครดิตในแอพได้เลย
การใช้งานตั๋ว
ถ้าเราซื้อผ่านแอพ มันจะให้เราเลือก Activate ทันที หรือ Activate ตามเวลาที่เรากำหนดได้
เมื่อ Activate แล้ว มันจะเริ่มนับเวลาถอยหลังในระบบ
ตอนขึ้นรถ เราไม่ต้องเอาให้คนขับรถดูนะ ไม่ต้องแตะเครื่องอะไรเลย จะโชว์เมื่อคนขับรถขอดูเท่านั้น
แต่อย่าเหลี่ยม เนียนขึ้นฟรีนะ ถ้าเค้าตรวจขึ้นมาแล้วพบว่าเราไม่ได้ซื้อตั๋ว และ Activate ก่อนขึ้นรถ โดนค่าปรับบานเบอะะะ
หลังจากนั้นก็ไปรอรถฝั่งตรงข้าม
อันนี้คือป้ายติดกับลานจอดรถ ซึ่งไม่ใช่ป้ายสำหรับเข้าเมือง
รอไม่นานรถก็มา
ข้อเสียของบัสแบบนี้คือ รถจะเล็ก ไม่มีที่วางกระเป๋าใต้ท้องรถ ต้องหาที่วางและดูแลกระเป๋ากันเอง
นั่งหน้าสุดเลย เห็นวิวชัดแจ๋ว
รถจอดตามป้าย ทุกป้าย เป็นปกติ
ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง รถก็มาจอดป้าย Seminarbakken ซึ่งเป็นป้ายที่ใกล้ที่พักเราที่สุด
หลังจากเก็บข้าวของ และสำรวจที่พักกันเรียบร้อย
เราก็ออกเดินทางต่อ
เนื่องจากดูพยากรณ์อากาศแล้ว พบว่า วันพรุ่งนี้เมฆจะเยอะกว่าวันนี้
เลยตัดสินใจ ขึ้นกระเช้า Fjellheisen วันนี้เลย
จากที่พัก เราต้องเดินต่อไปประมาณ 300 เมตร เพื่อไปยังป้ายรถ Skippergata 1
การเดินทางทุกครั้ง สามารถดูจากแอพ Svipper ได้เลย ว่าต้องไปนั่งป้ายไหน รถมาเมื่อไหร่ ตอนนี้รถอยู่ไหน สะดวกมากกกกกกกก รถที่วิ่งในเมืองมาถี่ด้วย 5-10 นาทีคันนึง
ขึ้นรถเรียบร้อย นั่งสาย 26 นะ ต่อเดียวถึงป้าย Fjellheisen เลย
คนเต็มรถเลย ก็เลยได้นั่งถ้ายแถว
รถใช้เวลาประมาณ 10 กว่านาที ก็มาถึงป้าย Fjellheisen
เดินย้อนกลับไป จะเจอทางไปสถานีกระเช้า
ดูเงียบผิดจากที่คาดไว้
พอมาถึงปุ๊บ
ก็เห็นป้ายแปลกๆ วางตั้งไว้หน้าสถานี
มาผิดที่รึเปล่านะ
ไหนอ่านดีๆ ซิ
Closed due to maintenance ปิด ปรับ ปรุง
เห้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย 😱😱😱
ไหนบอกว่าปิดสิ้นเดือน
รึมันแค่ปิดวันนี้ วันพรุ่งนี้เปิด 😶
ยังไงนิ ????
ยืนงงๆ หน้าสถานี
จนไปเช็คในเฟส แล้วเจอว่า
ปิด ปรับ ปรุง
แบบเร่งด่วน และปิดจริงๆ จังๆ ยาวๆ รอเปิดอีกที เดือน มิถุนา 😱
ห๊ะ ห๊ะ ห๊ะ
แล้วประกาศเมื่อวันที่ 16 มีนา ก่อนเรามาถึงสถานี 5 ชั่วโมง
หมายฟามว่า ถ้าเรามาถึงเมื่อวาน ก็ได้ขึ้นกระเช้าแล้วววววววววววว 😵
อะไรมันจะแจ็คพ็อตเยี่ยงนี้ 😭😭😭😭😭
ผิดหวังจากกระเช้าไปแล้วหนึ่ง
ก็เลยนั่งบัส 26 สายเดิม ไปลงป้าย Tromsdalen kirke เพื่อชม Arctic Cathedral เลยแล้วกัน ไหนๆ ก็มาฝั่งนี้แล้ว
จากนั้นก็เดินข้ามสะพาน Tromsø Bridge เป็นการย้อมใจ
อย่าหาทำ มันหนาว และลมแรงมากกกกกกกกกกกกกก 😵
หลังจากเดินมาถึงอีกฝั่ง
เราก็เดินต่อไปยังจุดชมวิวอีกแห่ง คือ Tromsø Utsiktspunkt เป็นการแก้ตัว
ระยะทางดูไม่ไกล แค่ 400 เมตร
แต๊.... เพิ่งรู้ว่า เมืองมันตั้งอยู่บนเขาอ่ะ 😐
ไอ้ 400 เมตรก็คือ ระยะทางเดินขึ้นเขา ไม่ใช่พื้นราบบบบบบ แถมถนนก็ยังลื่นด้วย 😓
พอมาถึงบันไดทางขึ้นจุดชมวิว
ขึ้นไม่ได้ค่ะ
มันโดนน้ำแข็งปกคลุมไปแล้ว
เราเลยต้องเดินอ้อมมาอีกฝั่งแทน
เดินไปอีก 500 เมตร 😵
จุดชมวิวจะอยู่ด้านหลังของตึกนี้
เดินจนเมื่อย ในที่สุดก็มาถึงจุดชมวิว
ข้างบนนี้ หนาว และลมแรงมาก
หนาวกว่า Lofoten เยอะเลย
จากนั้นก็เดินมารอรถบัส ที่ฝั่งตรงข้าม
เพื่อนถามว่า แล้วทำไมขามา ไม่นั่งบัสมา .... เออ นั่นสิ
ก็เห็นแค่ 400 เมตรเองง่าาาา สรุปเดินขึ้นเขา 1 กิโล 😂
นั่งบัสสาย 24 มาลงป้าย Wi-To ตรงแถว ถนนคนเดิน Storgata
แล้วก็แวะกิน McDonald's เป็นมื้อเย็น
รอบนี้มีความงงเล็กน้อย เนื่องจากบัตรเครดิต ไม่สามารถชำระเงินได้เลยสักใบ
จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากเคาน์เตอร์
สรุปได้ว่า เนื่องจากตอนสั่งจากเครื่อง มันมีเมนูที่หมด (แต่เครื่องไม่บอก) มันเลยจ่ายไม่ได้
พอเอาเมนูนั้นออก ก็จ่ายได้ทันที
กินเสร็จก็ไปรอรถที่ป้ายรถ แล้วนั่งกลับที่พัก
ระหว่างเดินกลับที่พัก ก็มีแสงเหนือมาต้อนรับ นิดหน่อย พอเป็นพิธี เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเมืองหลวงเก๊
แต่ก็เห็นแค่นี้แหละ ไม่ถึง 5 นาที
จากนั้นก็เจอเมฆเต็มๆ ไปทั้งคืนเลย
คืนนี้พยายามออกมาดูแสงเหนือ แค่เที่ยงคืนเท่านั้น เพราะว่า ดูจากแอพ วันนี้ KP ค่อนข้างน้อย และเยอะมากกกก ประกอบกับเหนื่อยละ พอก่อนนนนนนนน ขอชั้นนอนพักบ้างงงง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น